โตชิบารุก "แนนแฟลช2GB" รับยุคไอโฟน

โตชิบาประกาศกำหนดการวางจำหน่ายชิปหน่วยความจำแนนแฟลชเมมโมรี่ขนาด 2GB รุ่นแรกในเดือนมีนาคมนี้ ตรงกับกำหนดการของคู่แข่งรายสำคัญอย่างซัมซุง โดยจะเริ่มเปิดสายผลิตแบบเต็มที่ในเดือนเมษายน ขณะที่นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกต นี่คือการเคลื่อนไหวที่บ่งชี้ว่าทั้งโตชิบาและซัมซุงต่างเชื่อมั่นว่าความต้องการในตลาดจะเติบโตขึ้นอีกหลังจากแอปเปิลเปิดตัวโทรศัพท์มือถือฟังเพลงอัจฉริยะความจุมหาศาล "ไอโฟน" โตชิบา (Toshiba) ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำแนนแฟลชเมมโมรี่ (NAND) อันดับสองของโลกรองจากซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ (Samsung Electronics) เปิดเผยว่าชิปแนนแฟลชเมมโมรี่ขนาด 2GB รุ่นแรกของค่ายที่จะเปิดตัวในเดือนมีนาคมนี้ จะใช้เทคโนโลยีการผลิต 56 นาโนเมตร เล็กกว่าเทคโนโลยีการผลิตเดิมคือ 60-70 นาโนเมตร ซึ่งจะทำให้ชิปมีประสิทธิภาพมากขึ้นแต่มีขนาดเล็กและราคาต่ำลง โดยมีแผนจะส่งชิปออกวางจำหน่าย 3 แสนชิ้นต่อเดือนภายในเมษายนนี้

นอกจากนี้โตชิบายังระบุด้วยว่า จะเริ่มผลิตชิปแนนแฟลชเมมโมรี่ขนาด 1GB ด้วยเทคโนโลยี 56 นาโนเมตรในปลายเดือนมกราคม

นักวิเคราะห์เชื่อว่าสาเหตุที่ทั้งโตชิบาและซัมซุงเริ่มเปิดเกมจำหน่ายชิปหน่วยความจำสำหรับโทรศัพท์มือถือที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นกว่าเดิมในช่วงนี้ เป็นเพราะทั้งสองกำลังพยายามตอบความต้องการของผู้บริโภคที่เชื่อว่าจะถูกปลุกปั่นหลังการเปิดตัว"ไอโฟน (iPhone)"โทรศัพท์มือถือฟังเพลงของแอปเปิล ที่คาดว่าจะมาพร้อมแนนแฟลชขนาดสูงถึง 4 หรือ 8GB

การปลุกเร้าความต้องการของผู้บริโภคให้เพิ่มขึ้นของไอโฟนถูกมองว่าเป็นการกระตุ้นผู้ผลิตแฟลชเมมโมรี่ในตลาด โดยยูอิชิ อิชิดะ (Yuichi Ishida) นักวิเคราะห์จากบริษัทมิซุโอะอินเวสเตอร์ซีเคียวริตี้ส์ให้สัมภาษณ์ว่า เป็นการเติมเชื้อไฟให้ความหวังหลังจากที่ผู้ผลิตต้องทนอยู่กับกำไรและราคาขายที่ลดลงเรื่อยๆ

ที่ผ่านมา ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำจำนวนมากพากันปรับปรุงและขยายโรงงานผลิตเพื่อให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพตามความต้องการของท้องตลาด แม้ว่าราคาของชิปจะถูกลงอย่างต่อเนื่องมาตลอด ล่าสุดการสำรวจในปี 2006 พบว่าราคาชิปถูกลงกว่าเดิมราว 70 เปอร์เซ็นต์ และโตชิบาคาดว่าจะสามารถมีส่วนแบ่งตลาดในครอบครองราว 40 เปอร์เซ็นต์ของตลาดรวมได้ในปี 2008 บนความร่วมมือกับแซนดิสก์ (SanDisk)

"แนนแฟลชจะทำกำไรหรือไม่ในระยะสั้นๆไม่ใช่ปัญหา" อิชิดะกล่าว "แม้ราคาแฟลชเมมโมรี่จะถูกลง แต่โตชิบาและซัมซุงต่างไม่หยุดการลงทุนเนื่องจากกลัวว่าอีกฝ่ายจะสามารถขยายส่วนแบ่งตลาดได้มากกว่า"

 

โดย กองบรรณาธิการ ARiP