USB 2.0 VS FireWire การเผชิญหน้าของสองสุดยอดอินเทอร์เฟซ
   

เปรียบมวยกันหมัดต่อหมัด ยกต่อยกเพื่อเฟ้นหาผู้ชนะในสังเวียนแห่งการเชื่อมต่อความเร็วสูง

การเลือกซื้อไดรฟ์ DVD+RW ฮาร์ดดิสก์แบบติดตั้งภายนอก หรือว่าสแกนเนอร์ รวมไปถึงอุปกรณ์ต่อพ่วงอื่นๆ เริ่มจะกลายเป็นเรื่องยาก เนื่องจากอินเทอร์เฟซที่มีให้เลือกนั้นมีหลากหลายมากขึ้น จากเมื่อก่อนถ้าไม่ใช่พอร์ตขนานก็จะเป็น USB 1.1 ซึ่งระยะหลังๆ ก็เริ่มจะกลายเป็น USB 1.1 กันเกือบทั้งหมดแล้ว เราจึงแทบไม่ต้องห่วงเรื่องการเลือกอินเทอร์เฟซ แค่เดินเข้าไปในร้านบอกเฮีย “ขอไดรฟ์ตัวนึงก็จบแล้ว”

แต่มาถึงตอนนี้ USB 2.0 กลายเป็นอีกมาตรฐานหนึ่งที่กำลังจะเข้ามาแทนที่อินเทอร์เฟซเก่าๆ และไม่แน่ว่าในอนาคตอันใกล้ก็อาจจะเข้ามาแทนที่ได้อย่างถาวรในที่สุด สาเหตุก็เพราะว่า USB 2.0 นั้นเป็นเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่อพ่วงความเร็วสูงที่มีความสามารถทัดเทียมกับ FireWire เลยทีเดียว

ดังนั้นด้วยความสะดวกในการใช้งานรวมกับความเร็วของบัสจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไม USB 2.0 จึงเข้ามาเทียบรัศมี FireWire ได้ เพราะความเร็วในการทำงานสูงสุดของ USB 2.0 อยู่ที่ 480 เมกะบิตต่อวินาที ในขณะที่ FireWire ทำได้เพียงแค่ 400 เมกะบิตต่อวินาทีเท่านั้น แต่ว่าเรื่องราวของทั้งสองอินเทอร์เฟซยังไม่จบเพียงเท่านี้ ยังมีอะไรอีกหลายคำถามคาใจที่คุณอยากรู้ เช่น ทั้งสองอินเทอร์เฟซนี้แตกต่างกันอย่างไร? การที่เราจะอัพเกรด USB 1.1 เป็น USB 2.0 ด้วย Add - in Card เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าจริงหรือ? แล้วในความเป็นจริง FireWire หรือ USB 2.0 ที่เร็วกว่ากัน? คุณจะได้พบคำตอบของปัญหาเหล่านี้ในบทความนี้แน่นอน

การจะเลือกว่าอินเทอร์เฟซใดเหมาะ-สมกว่ากันนั้น อาจจะเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ที่เราใช้งานเสียมากกว่า เพราะส่วนใหญ่แล้วตัวอุปกรณ์มักจะเป็นตัวตัดสินเองว่า เราจะต้องใช้อินเทอร์เฟซแบบใด เนื่องจากอุปกรณ์ต่อพ่วงส่วนมากมักจะออกแบบมาให้ใช้กับพอร์ตชนิดเดียวเท่านั้น สำหรับ USB 2.0 นั้น ถึงแม้จะมีความเร็วตามสเปกที่ให้ทรูพุตสูงกว่า FireWire แต่ในการใช้งานจริงกลับปรากฏว่า FireWire ยังคงให้ประสิทธิภาพการทำงานร่วมกับฮาร์ดดิสก์แบบติดตั้งภายนอกได้ดีกว่า แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น การอัพเกรดจาก USB 1.1 ไปเป็น USB 2.0 ก็ยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ๆ จะมีพอร์ต USB 2.0 มาให้อยู่แล้ว ดังนั้นผู้ผลิตอุปกรณ์ต่อพ่วงคงจะต้องผลิตอุปกรณ์มาสนับสนุนอินเทอร์เฟซแบบ USB 2.0 อย่างแน่นอน

ทางด้าน CD-RW จากการทดสอบด้วย USB 2.0 กลับให้ผลที่ไม่น่าพอใจนัก ส่วนพรินเตอร์และสแกนเนอร์นั้นแค่ต่อกับ USB 1.1 ก็เร็วพออยู่แล้ว การทดสอบด้วย USB 2.0 จึงไม่มีปัญหา นอกจากนี้เราก็ยังทดสอบเพื่อเปรียบเทียบความเร็วระหว่าง USB 1.1 และ USB 2.0 ด้วย ซึ่งผลการทดสอบปรากฏว่า ความเร็วของ USB 2.0 นั้นเหนือกว่า USB 1.1 เพียงแค่ 2 ถึง 13 เท่า แค่นั้นเอง ไม่ได้สูงอย่างที่คาดการณ์เอาไว้ว่า น่าจะต่างกันถึง 40 เท่า แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ความเร็วที่เหนือกว่าเพียงแค่ 2 เท่า ก็ให้ผลการทำงานที่แตกต่างกันมากทีเดียว

ถึงตอนนี้ถ้าหากคุณมีอุปกรณ์ต่อพ่วงที่ใช้อินเทอร์เฟซดังกล่าวอยู่แล้ว ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องอัพเกรดคอมพิวเตอร์ที่มีเพียงแค่พอร์ต USB 1.1 ให้สามารถรองรับกับอุปกรณ์ดังกล่าวได้ ซึ่งก็มีทางเลือกอยู่หลายทาง ตั้งแต่การ์ด add-in FireWire, USB 2.0, Combo card, ฮับ และพีซีการ์ด

5 ทางเลือกในการอัพเกรดไปใช้อินเทอร์เฟซความเร็วสูง
1. การ์ด FireWire แบบ PCI

ทางเลือกแรกในการอัพเกรดก็คือ การติดตั้งการ์ด FireWire แบบ PCI ลงในเครื่องพีซีเก่า ซึ่งถ้าหากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องการให้เครื่องพีซีสุดรักได้มีพอร์ต FireWire เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเองนั้นก้าวทันเทคโนโลยี และเพื่อให้เครื่องของคุณสามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ต่อพ่วงแบบ FireWire ได้ โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มมากนัก จากการทดสอบของพีซีแมกะซีนพบว่า ประสิทธิภาพของการ์ด FireWire ที่เรานำมาทดสอบนั้นไม่ได้แตกต่างกันมากนัก แต่สิ่งที่แตกต่างนั้นกลับอยู่ที่อุปกรณ์ที่ให้มาเสียมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นสายเคเบิล ไดรเวอร์ หรือซอฟต์แวร์ที่แถมมาให้

2. การ์ด USB 2.0 แบบ PCI
หลายคนคงคิดว่า ประสิทธิภาพในการทำงานของพอร์ต USB 2.0 ในการ์ด Add - in และพอร์ต USB 2.0 ที่ติดตั้งมาบนเมนบอร์ดนั้นเท่าเทียมกัน แต่ในความเป็นจริงกลับกลายเป็นว่า USB 2.0 แบบที่ติดตั้งมาบนเมนบอร์ดมีความเร็วในการทำงานที่สูงกว่า แม้ว่าจะเพียงเล็กน้อยก็ตาม สาเหตุก็เพราะว่าชิปสำหรับควบคุมการทำงานของ USB 2.0 นั้นได้เชื่อมต่อเข้ากับ South bridge ของเมนบอร์ดอินเทลรุ่นใหม่ๆ โดยตรง (หรือว่าผ่านทาง I/O คอนโทรลเลอร์ ICH4) ในขณะที่การ์ด Add - in นั้นจะทำงานผ่านบัส PCI ซึ่งการเชื่อมต่อทั้งสองรูปแบบ ต่างก็มีแบนด์วิดธ์สูงพอที่จะรองรับทรูพุตสูงสุดของ USB 2.0 ตามมาตรฐานที่ 480 Mbps เพียงแต่การทำงานผ่านบัส PCI นั้น อินเทอร์เฟซจะถูกโอเวอร์เฮดที่ระบบบัส PCI สร้างขึ้นดึงให้มีความเร็วต่ำลงมาเล็กน้อย แต่ไม่ว่าเราจะเลือกใช้งานพอร์ต USB 2.0 แบบใดก็ตาม (คุณอาจจะถูกบังคับเลือกจากสภาพเครื่องที่มีอยู่) USB 2.0 ก็สามารถแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างที่เหนือกว่า USB 1.1 ได้อย่างชัดเจน ซึ่งในปัจจุบันการ์ด USB 2.0 แบบ PCI นั้น ก็ออกสู่ตลาดให้เห็นกันนับสิบรุ่นเลยทีเดียว

3. คอมโบการ์ด
จริง ๆ แล้วคุณอาจสงสัยว่า จะมีสักกี่คนที่ต้องการการ์ดแบบคอมโบ หรือการ์ดที่มีทั้งสองอินเทอร์เฟซในตัว แต่ลองคิดดูว่า หากคุณเองมีกล้อง DV อยู่แล้ว และต้องการรองรับการขยายระบบในอนาคต ที่อาจจำเป็นต้องใช้พอร์ต USB 2.0 ซึ่งมีจุดเด่นกว่าในหลายเรื่องรวมทั้งอุปกรณ์ที่มีให้เลือกหลากหลายกว่า

คุณก็คงไม่ปฏิเสธอย่างแน่นอนว่า การ์ดคอมโบเป็นทางเลือกที่เหมาะที่สุด แต่ด้วยราคาของชิป FireWire ที่มีราคาค่อนข้างแพงกว่าชิป USB ดังนั้นการรวมพอร์ตทั้งสองชนิดมาอยู่ในการ์ดเดียวกัน จึงไม่น่าแปลกที่ราคาอาจจะต้องขยับสูงขึ้นเกือบสองพันบาทเลยทีเดียว แต่ด้วยการ์ดคอมโบนี้จะสามารถแสดงให้เห็นว่า FireWire นั้นทำความเร็วได้ดีกว่า USB 2.0 อยู่เล็กน้อย สำหรับผู้ที่มองหาการ์ดต่อพ่วงในลักษณะนี้อยู่ อาจจะต้องพิจารณาดูด้วยว่า มีพอร์ตสำหรับต่อสายภายในเครื่องหรือไม่ หรือว่ามีคอนเน็กเตอร์สำหรับต่อกับเพาเวอร์ซัพพลายมาให้ด้วยหรือเปล่า เพราะหากว่าต้องต่ออุปกรณ์ต่อพ่วงหลายๆ ตัว การ์ดที่ต่อไฟจากเพาเวอร์ซัพพลายโดยตรงจะค่อนข้างได้เปรียบกว่า และการ์ดที่มีพอร์ตต่อภายในเครื่อง ก็จะช่วยให้การต่อสายเพื่อติดตั้งพอร์ตทางด้านหน้าเครื่องทำได้ง่ายกว่าอีกด้วย (เครื่องรุ่นใหม่มักจะมีช่องต่อพอร์ต USB ทางด้านหน้าเครื่อง เพื่อความสะดวกในการต่ออุปกรณ์ โดยที่คุณไม่ต้องไปต่อทางด้านหลังเครื่องให้ยุ่งยาก)

4. ฮับ FireWire และ USB 2.0
เริ่มต้นจากตอนแรกที่ซื้อเครื่องมา คุณมีเพียงแค่เมาส์ที่เป็น USB จากนั้นสิ่งต่อมาที่ทำได้ก็คือ ซื้อคีย์บอร์ด USB มาใช้งาน แล้วก็มีกล้องดิจิตอลเพิ่มเข้ามาอีกตัวหนึ่ง คราวนี้คุณจะรับมือกับอุปกรณ์ต่อพ่วงแบบ USB ที่มีอยู่หลายชิ้นได้อย่างไร ครั้นจะถอดชิ้นหนึ่งออกเพื่อใช้อีกชิ้นหนึ่งก็ทำไม่ได้ เพราะต้องใช้งานร่วมกันตลอด สุดท้ายทางออกที่มักใช้กันก็คือ ซื้อฮับ USB มาติดตั้ง ทำให้จากพอร์ต USB เพียงพอร์ตเดียวกลายเป็น 4 พอร์ต 6 พอร์ต หรือ 8 พอร์ต สำหรับFireWire และ USB 2.0 ก็สามารถขยายและติดตั้งฮับได้เช่นเดียวกัน ซึ่งฮับของพอร์ตทั้งสองแบบนี้ ก็เริ่มมีให้เห็นหลายรุ่นเช่นกัน


5. โน้ตบุ๊กพีซีการ์ด
ถ้าหากคุณเป็นคนหนึ่งที่เพิ่งซื้อเครื่องโน้ตบุ๊กมาเครื่องหนึ่งแล้วพบว่า บนเครื่องมีพอร์ต USB 1.1 ติดตั้งมาให้หลายพอร์ต แต่กลับไม่มีพอร์ต FireWire มาให้ สรุปแล้วคุณซื้อโน้ตบุ๊กผิดรุ่นมาใช้งานหรือเปล่า ตอบได้ทันทีเลยครับว่าเปล่า สาเหตุก็เพราะว่า ในปัจจุบันโน้ตบุ๊กที่อยู่ในสายการผลิตนั้นยังไม่ได้ติดตั้ง USB 2.0 มาให้นั่นเอง ดังนั้นถ้าหากคุณอยากจะได้พอร์ต FireWire ติดตั้งไว้ในเครื่อง ชิปเซ็ตของโน้ตบุ๊กคุณจะต้องรองรับเทคโนโลยีนี้เสียก่อน ซึ่งถ้ามองที่ผู้ผลิตชิปเซตรายใหญ่สำหรับโน้ตบุ๊กอย่างค่ายอินเทลนั้น ก็ยังไม่ได้ติดตั้ง USB 2.0 หรือ FireWire ลงไปในชิปเซตสำหรับโพรเซสเซอร์รุ่นโมบาย แต่ทางอินเทลจะสนับสนุน USB 2.0 ในโพรเซสเซอร์โมบายรุ่นถัดไปภายใต้ชื่อ Centrino โดยใช้ชิปเซตโค้ดเนม Odem ซึ่งคาดว่าจะออกสู่ตลาดในช่วงปลายปี 2003 นี้ แต่สำหรับในขณะนี้ทางเลือกที่ดีที่สุดคงหนีไม่พ้นการใช้พีซีการ์ดที่สามารถเพิ่มอุปกรณ์ต่อพ่วงความเร็วสูงให้กับโน้ตบุ๊กของคุณได้  สล็อตพีซีการ์ดบนเครื่องโน้ตบุ๊กนั้นจะใช้เทคโนโลยีที่ชื่อ Cardbus ซึ่งเป็นคอนเน็กเตอร์แบบ PCI สำหรับเครื่องโน้ตบุ๊ก เราสามารถหาซื้ออะแดปเตอร์พีซีการ์ดสำหรับพอร์ต USB 2.0 หรือว่าพอร์ต FireWire มาติดตั้งได้ไม่ยาก (แต่ไม่สามารถหาพีซีการ์ดแบบ Combo ได้) จากนั้นเพียงแค่เชื่อมต่ออุปกรณ์ต่อพ่วงแบบ FireWire หรือ USB 2.0 ทางสล็อตนี้เท่านั้น ก็สามารถใช้งานอุปกรณ์ได้ทันที จากการทดสอบของเราปรากฏว่า ทั้งในส่วนของ FireWire และ USB 2.0 ต่างก็ให้ประสิทธิภาพที่สูสีกัน แต่สรุปแล้ว USB 2.0 นั้นให้ความเร็วที่เหนือกว่าการ์ด FireWire อยู่ถึงประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตรงกันข้ามกับกรณีของการ์ด PCI ที่ FireWire จะมีความเร็วเหนือกว่า ส่วน USB 2.0 บนพีซีการ์ดเมื่อเทียบกับ USB 1.1 ที่ติดตั้งมาให้ในเครื่องปรากฏว่า USB 2.0 ให้ความเร็วที่สูงกว่าประมาณ 6 เท่า แต่ถึงอย่างไรก็ยังคงห่างจากความเร็วที่โฆษณาเอาไว้ ซึ่งควรจะทำงานได้เร็วกว่า USB 1.1 ถึง 40 เท่า

ทิศทางและอนาคตของ FireWire
ความเป็นมาของFireWire

   
   
ในช่วงกลางยุค 80วิศวกรจากค่ายแอปเปิลได้คิดค้นวิธีการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงระหว่างฮาร์ดดิสก์ที่อยู่ภายในเครื่องแมคอินทอช โดยการใช้สายเคเบิลอย่างง่ายๆ ในการสื่อสารแต่กลับให้ความเร็วในการสื่อสารได้ค่อนข้างสูง จึงตั้งชื่อขึ้นมาว่า FireWire

หลังจากนั้นไม่นาน ทางแอปเปิลก็เล็งเห็นว่า เทคโนโลยีนี้สามารถนำไปใช้เชื่อมต่อระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ กับอุปกรณ์ต่อพ่วงภายนอกอื่นๆ ได้ ดังนั้นทางแอปเปิลจึงนำ FireWire เข้าสู่ IEEE (Institute of Electrical and Electronics Engineers) ด้วยความหวังว่า FireWire จะกลายเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อสำหรับเครื่องแมคอินทอช และเครื่องพีซีที่ใช้งานระบบปฏิบัติการวินโดวส์ จนกระทั่งในปี 1995 ทาง IEEE ก็ได้กำหนดสเปกสำหรับมาตรฐาน FireWire เสร็จสมบูรณ์ พร้อมทั้งใช้ชื่อ IEEE1394 ซึ่งรองรับการทำงานที่ความเร็วการสื่อสาร 100 Mbps, 200 Mbps และ 400 Mbps จุดแตกต่างอย่างหนึ่งของ FireWire กับ USB ก็คือ FireWire นั้นไม่ได้ออกแบบมาใช้สำหรับอุปกรณ์พื้นฐานอย่างเมาส์หรือคีย์บอร์ด เพราะด้วยความเร็วพื้นฐานที่ทำงานได้เร็วถึง 100 Mbps FireWire จึงไม่ใช่ทางเลือกสำหรับอุปกรณ์ต่อพ่วงแบบนั้นอย่างแน่นอน

แต่สิ่งที่น่าแปลกใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ ก่อนที่การกำหนดสเปกของมาตรฐานFireWire จะเสร็จสมบูรณ์ FireWire ก็มีเส้นทางของตนเองอีกเหมือนกัน เพราะไม่ใช่แค่ FireWire จะใช้งานเพียงเพื่อต่อพ่วงอุปกรณ์กับคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ยังใช้สำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับคอนซูมเมอร์ได้อีกด้วย โดยทางโซนี่ได้นำ FireWire เข้ามาติดตั้งกับกล้องถ่ายวิดีโอของตน และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ แล้วตั้งชื่อเสียใหม่ว่า i.LINK ซึ่งกล้องถ่ายวิดีโอจากค่ายอื่นๆ ก็เริ่มหันมาเอาอย่างบ้าง

สิ่งที่ไม่น่าแปลกใจอย่างหนึ่งก็คือ ค่ายแอปเปิลและโซนี่ เป็นเพียงแค่ 2 บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ผลิตอุปกรณ์ที่รองรับมาตรฐาน Fire-Wire ออกมา แต่ในช่วงระยะ 3 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีนี้ก็เริ่มขยายออกไปสู่เดสก์ทอปและโน้ตบุ๊กเพิ่มมากขึ้น โดยมีผู้ผลิตที่พัฒนาอุปกรณ์ต่อพ่วงด้วยพอร์ตนี้เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังมีอุปกรณ์ต่อพ่วงในหลายๆ รูปแบบไม่ว่าจะเป็น สแกนเนอร์ WebCam ฮาร์ดดิสก์แบบติดตั้งภายนอก และออปติคอล ไดรฟ์แบบติดตั้งภายนอก นอกจากนี้ FireWire ยังถูกนำไปใช้กับอุปกรณ์อย่างเครื่องรับโทรทัศน์ เครื่องเสียงในบ้าน และบรรดาเกมส์คอนโซลจากค่ายต่างๆ อีกด้วย ซึ่งจากผลการวิจัยพบว่าในปี 2002 มีอุปกรณ์กว่า 60 ล้านชิ้นที่มีการติดตั้งพอร์ต FireWire มาให้ในตัว
จุดเด่น และจุดด้อย
นอกจากจะใช้ FireWire บนคอมพิวเตอร์แล้ว เรายังอาจเห็น FireWire กับอุปกรณ์ที่ใช้ในบ้านอีกด้วย สาเหตุก็เพราะว่า FireWire ใช้สถาปัตยกรรมแบบ peer-to-peer ในการเชื่อมต่ออุปกรณ์อื่นๆ เข้าด้วยกัน ดังนั้นเราจึงสามารถนำกล้องถ่ายวิดีโอต่อกับโทรทัศน์แบบดิจิตอลได้ทันที โดยไม่ต้องมีเครื่องพีซีเข้ามาคั่นกลางระหว่างอุปกรณ์ทั้งสองตัวให้ยุ่งยาก และแม้ว่า FireWire จะเทียบกับ USB ไม่ได้ในด้านความเร็วตามมาตรฐานที่ดูเหมือนว่า FireWire จะเสียเปรียบ USB อยู่พอสมควร แต่ปรากฏว่าการเปรียบเทียบแบบตัวต่อตัวนั้น FireWire ยังคงให้ประสิทธิภาพในการทำงานร่วมกับวิดีโอ และออดิโอสตรีมได้ดีกว่า USB 2.0 มากทีเดียว

เนื่องจากการส่งผ่านข้อมูลแบบ isochronous ทำให้ FireWire สามารถรับประกันได้ว่า สตรีมออดิโอหรือวิดีโอที่ส่งผ่านพอร์ตจะมีแบนวิดธ์เพียงพอกับความต้องการตั้งแต่ต้นจนจบการถ่ายโอนข้อมูล ในขณะที่ USB นั้น ถึงจะสามารถถ่ายโอนข้อมูลแบบ isochronous ได้ แต่มาจนถึง USB 2.0 แล้ว ก็ยังคงทำงานกับสตรีมออดิโอได้ค่อนข้างช้ามาก ทำให้ผู้ผลิตอุปกรณ์ต่อพ่วงไม่ลังเลใจที่จะหันมาใช้ FireWire กันหมด โดยไม่ใส่ใจกับ USB แต่ในมุมกลับกัน หากเรามามองที่ตลาดของพีซีจะเห็นว่า USB ได้รับความนิยมมากกว่า FireWire สาเหตุส่วนหนึ่งก็เพราะว่ามีราคาค่อนข้างถูก เพราะชิบเซตบนพีซีรุ่นใหม่ๆ แทบทั้งหมดล้วนสนับสนุนการทำงานของ USB ทั้งนั้น ในขณะที่ทางด้านของ FireWire จำเป็นต้องติดตั้งการ์ดเพิ่ม หรือถ้าหากกรณีที่โพรโตคอลสื่อสารมีอยู่ในชิบเซ็ตอยู่แล้ว (อย่างเช่น ชิปเซต nForce2 จากค่าย nVidia) การออกแบบเมนบอร์ดก็ยังต้องเพิ่มวงจรควบคุมภายนอกอีกมาก
อนาคตของ FireWire
IEEE เพิ่งจะกำหนดสเปกใหม่ของ FireWire ไปเรียบร้อยเมื่อไม่นานมานี้ โดยใช้ชื่อ IEEE1394b ซึ่งจะเพิ่มความเร็วในการถ่ายเทข้อมูลเป็น 800 Mbps และสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้ไกลสูงสุดถึง 100 เมตร (ปัจจุบันทำได้เพียงแค่ 4.5เมตรเท่านั้น) ซึ่งในขณะนี้แอปเปิลก็ได้เปิดตัวคอมพิวเตอร์เครื่องแรกในรุ่น Apple Power Book ซึ่งติดตั้ง 1394b มาในตัว โดยใช้ชื่อว่า Fire Wire 800 นอกจากใช้งานตามที่กล่าวมาได้แล้ว ยังสามารถใช้เคเบิลสำหรับเน็ตเวิร์กปกติอย่างเช่น สาย Cat 5 หรือว่าไฟเบอร์ออปติกแบบพลาสติกหรือแก้วในการเชื่อมต่อได้อีกด้วย แล้วด้วยการพัฒนานี้ทำให้ FireWire กลายเป็นอีเทอร์เน็ตสำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์ใบ้าน เครื่องพีซี อุปกรณ์ต่อพ่วง ทีวี เครื่องเสียง และเกมส์คอนโซลเข้าด้วยกันได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นอนาคตของ FireWire จึงดูค่อนข้างสดใส เพราะรากฐานที่มั่นคงในตัวมันเอง
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ FireWire
ประสิทธิภาพในการทำงาน :
เมื่อใช้เคเบิลยาวสูงสุด 100 เมตร มาตรฐาน IEEE 1394b จะมีความเร็ว 800 Mbps
เมื่อใช้เคเบิลยาวสูงสุด 4.5 เมตร มาตรฐาน IEEE 1394 จะมีความเร็ว 400 Mbps
เมื่อใช้เคเบิลยาวสูงสุด 14 เมตร มาตรฐาน IEEE 1394 จะมีความเร็ว 200 Mbps
รองรับอุปกรณ์ต่อพ่วงสูงสุดในระบบ 63 อุปกรณ์
กระแสไฟฟ้า : จ่ายกระแสไฟฟ้า 1.5 แอมป์

ทิศทางและอนาคตของ USB 2.0
ความเป็นมาของ USB USB เริ่มมีการคิดค้นขึ้นมาตั้งแต่ปี 1993 โดยบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Compaq, Digital Equipment Corp. (DEC), Microsoft และ NEC โดยในปี 1995 จึงได้ข้อสรุปของมาตรฐานที่จะเข้ามาแทนที่พอร์ต I/O หลากรูปแบบในสมัยนั้น และยังสามารถใช้งานได้ง่ายกว่าที่เคยเป็นมา

ในปี 1996 หน่วยงานทั้งหมดยอมรับสเปกของ USB และถัดมาในปี 1998 USB ก็เริ่มกลายเป็นมาตรฐาน และทางไมโคร-ซอฟท์ก็ได้ติดตั้งไดรเวอร์สำหรับ USB มาในวินโดวส์ 98 จนมาถึงปัจจุบันเครื่องเดสก์ทอปจะต้องมีพอร์ต USB อย่างน้อยหนึ่งพอร์ต และเทคโนโลยีนี้ยังสามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ต่อพ่วงรุ่นใหม่ๆ ที่ออกสู่ท้องตลาดได้แทบทั้งหมด ซึ่ง USB สามารถถ่ายโอนข้อมูลได้ที่ความเร็ว 12 Mbps เร็วกกว่าการเชื่อมต่อแบบขนานที่เคยใช้กันอยู่ถึง 10 เท่า และมีความเร็วสูงกว่าการสื่อสารทางพอร์ต อนุกรมแบบดั้งเดิมมากถึง 80 - 100 เท่าเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างไร USB ก็ยังต้องการความเร็วที่สูงขึ้นกว่านี้มาก เพื่อที่จะสามารถทำงานร่วมกับกล้องถ่ายวิดีโอ เน็ตเวิร์กอะแดปเตอร์ และฮาร์ดดิสก์รวมไปถึงออปติคอลไดรฟ์แบบติดตั้งภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในปี 1999 ทางกลุ่มผู้จัดตั้งมาตรฐาน USB เริ่มหันมาพัฒนาเวอร์ชันที่มีความเร็วสูงถึง 480 Mbps โดยในช่วงกลางปี 2000 ทาง IEEE ก็กำหนดมาตรฐาน USB 2.0 เสร็จสมบูรณ์ พร้อมทั้งยังกำหนดให้เป็น Hi-Speed USB (คนละอย่างกับ Full-Speed USB ที่เป็นชื่อใหม่ของ USB 1.1 ความเร็ว 12Mbps) ซึ่งมาถึงตอนนี้ทางค่ายอินเทลก็พัฒนาชิปเซตที่สนับสนุน USB 2.0 ออกมาเรียบร้อยแล้ว และทางด้านไมโครซอฟท์ก็พัฒนาส่วนสนับสนุนการทำงานของ USB 2.0 ลงใน Windows XP Service Pack 1 เรียบร้อยแล้ว ซึ่งทำให้เครื่องพีซีรุ่นใหม่ๆ ทั้งหมดนั้นพร้อมที่จะใช้เทคโนโลยีนี้ได้ทันที แต่ถึงแม้ว่าเครื่องพีซีจะพร้อมแล้วก็ตาม แต่อุปกรณ์ต่อพ่วงที่ใช้อินเทอร์เฟซ USB 2.0 นั้นก็เพิ่งเริ่มออกวางตลาดเมื่อเร็วๆ นี้เท่านั้น จึงต้องรออีกสักพักกว่าเทคโนโลยีนี้จะมีการใช้งานกันอย่างแพร่หลาย
จุดเด่นและจุดด้อย
จุดเด่นของ USB นั้นอยู่ที่สามารถหาอุปกรณ์ต่อพ่วงได้ง่ายมาก เพราะว่าในปี 2002 มีอุปกรณ์ที่ใช้ USB อยู่มากถึง 400 ล้านชิ้นเลยทีเดียว หากเทียบกับ 60 ล้านชิ้นที่ใช้มาตรฐาน FireWire จึงดูแตกต่างกันมาก สำหรับอุปกรณ์ต่อพ่วง USB 2.0 ในปัจจุบันทั้งหมดนั้นเป็นอุปกรณ์แบบความเร็วสูงทั้งสิ้น อย่างเช่น ฮาร์ดดิสก์แบบติดตั้งภายนอกของค่าย Maxtor หรือว่าไดรฟ์ CD-RW แบบพกพาจาก TDK แต่ถึงอย่างไรเทคโนโลยีนี้ยังคงสามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ความเร็วต่ำได้อีกด้วย เช่น ใช้งานร่วมกับเมาส์ ซึ่งเครื่องพีซีรุ่นใหม่ๆ ที่ออกมานั้น อย่างน้อยจะต้องมีพอร์ต USB 2.0 มาให้หนึ่งพอร์ต ซึ่งไม่เพียงแค่ให้คุณสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์แบบ USB 2.0 ที่มีอยู่ในตลาดได้เท่านั้น แต่ยังสามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ USB 1.1 ที่มีอยู่ในตลาดเป็นพันๆ อย่างได้สบายอีกด้วย แต่ข้อจำกัดอยู่ที่การนำอุปกรณ์ USB 1.1 มาเชื่อมต่อกับพอร์ต USB 2.0 นั้นจะยังคงให้ทรูพุตสูงสุดไม่เกิน 12 Mbps เช่นเดิม

นอกจากนั้นแล้วอุปกรณ์ต่อพ่วง USB ก็ยังมีราคาถูกกว่าอุปกรณ์ต่อพ่วง FireWire อย่างฮาร์ดดิสก์ USB 2.0 ก็มีราคาถูกกว่าแบบ FireWire ประมาณพันบาทเลยทีเดียว สาเหตุก็เพราะว่า USB ใช้สถาปัตยกรรม host / slave เมื่อเราเชื่อมต่ออุปกรณ์ USB เข้าไป คอมพิวเตอร์หรือ host จะควบคุมการส่งและรับข้อมูลกับอุปกรณ์ต่อพ่วงคือ Slave ดังนั้นอุปกรณ์ต่อพ่วงจึงบรรจุฮาร์ดแวร์ I/O น้อยกว่า FireWire นั่นกลายเป็นเหตุผลว่าทำไมอุปกรณ์ที่ใช้ USB จึงมีราคาถูกกว่า แต่นั่นก็กลายเป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่า ทำไมเราถึงไม่สามารถใช้ USB ได้เลย หากไม่มีพีซีเป็นตัวควบคุม จึงไม่น่าแปลกว่าเราจะไม่สามารถถ่ายโอนข้อมูลวิดีโอจากกล้องไปยังโทรทัศน์แบบดิจิตอลได้โดยผ่านพอร์ต USB ในขณะที่ FireWire ทำได้

อนาคตของ USB
        


  

         

แน่นอนว่าตอนนี้คงเห็นได้ชัดแล้วว่า USB 2.0 จะเข้ามาแทนที่ USB 1.1 อย่างแน่นอน แต่ถึงอย่างไรอนาคตของ USB 2.0 ก็ยังคงไม่ชัดเจนเท่าใดนัก เพราะหลายๆ บริษัทอย่าง Intel และ Cypress Semiconductor Corp. กำลังพยายามพัฒนาโพรโตคอล wireless USB ขึ้นมา และในอนาคตอันใกล้ก็คงพร้อมสำหรับที่จะให้บรรดาผู้ผลิตนำไปพัฒนาต่อเป็นผลิตภัณฑ์ออกมาให้ผู้ใช้อย่างเราๆ ได้ใช้งานกัน ในขณะที่ USB ก็ยังคงเกาะติดเหนียวแน่นกับการทำงานบนเดสก์ทอปพีซีเหมือนเดิม
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ USB 2.0
ประสิทธิภาพการทำงาน :
เคเบิลยาวสูงสุด 5 เมตร สำหรับ USB 2.0
เคเบิลยาวสูงสุด 3 เมตร สำหรับ USB 1.1
รองรับการต่ออนุกรมฮับได้สูงสุด 5 ตัว
รองรับอุปกรณ์ต่อพ่วงสูงสุดในระบบ 127 ชิ้น
กระแสไฟฟ้า : จ่ายกระแสไฟฟ้า 100 มิลลิแอมป์
สถาปัตยกรรม : Host / Slave

วิธีที่ดีที่สุดในการเชื่อมต่อ พรินเตอร์และสแกนเนอร์
  สำหรับพรินเตอร์ ทางเลือกในการเชื่อมต่อนั้นถูกจำกัดอยู่เพียงแค่อีเทอร์เน็ต พอร์ตขนาน และ USB 1.1 เท่านั้น ถึงแม้ว่าตอนนี้พรินเตอร์บางรุ่นจะออกมาตรฐานการเชื่อมต่อเป็นแบบ USB 2.0 มาให้เราเห็นบ้างก็ตาม แต่ทั้งหมดนั้นก็ยังคงทำงานที่ความเร็วของ USB 1.1 เช่นเดิม ดังนั้นก่อนซื้อเราจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจเสียก่อนเพื่อจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียดายภายหลังราทดสอบโดยการใช้เลเซอร์พรินเตอร์สีรุ่น C910 จาก Lexmark เชื่อมต่อผ่านทางอีเทอร์เน็ต และ USB 1.1 ปรากฏว่าการเพิ่มแบนวิดธ์จาก 12 Mbps ของ USB 1.1 มาเป็นอีเทอร์เน็ตความเร็ว 100 Mbps นั้น ส่งผลให้ความเร็วของพรินเตอร์เพิ่มขึ้นถึง 30 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว   แต่ถึงแม้ว่าพอร์ตการเชื่อมต่อความเร็วสูงอย่างอีเทอร์เน็ตนั้น จะช่วยเร่งความเร็วให้เกิดความแตกต่างได้มากบนเลเซอร์พรินเตอร์ความเร็วระดับ 28 หน้าต่อนาที แต่ความเร็วของ USB 2.0 และ FireWire นั้นจะไม่มีผลอะไรกับพรินเตอร์แบบอิงก์เจ็ต ซึ่งความเร็วสูงสุดที่ทำได้นั้นอยู่ที่เพียง 15 หน้าต่อนาที เพราะว่าเมื่อนำเครื่องไปใช้กับการเชื่อมต่อแบบ USB 1.1 ก็มีแบนด์วิดธ์มากเพียงพออยู่แล้ว เนื่องจากในเอนจิ้นการพิมพ์ของเครื่องมีคอขวดในตัวมันเอง ทำให้ข้อมูลที่ส่งมาจากพีซีมีความเร็วสูงกว่าความเร็วที่พรินเตอร์สามารถประมวลผลได้อยู่ค่อนข้างมาก

ในส่วนของสแกนเนอร์ ถ้าหากเราต้องการทำงานที่ความละเอียดต่ำ USB 1.1 ก็ให้ผลลัพธ์ได้ดีพอแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องจ่ายเพิ่มเพื่อใช้ USB 2.0 หรือว่า FireWire จากการทดสอบเราใช้ Visioneer OneTouch 9000 USB Scanner มาเทียบความเร็วการใช้งานระหว่าง USB 1.1 และ USB 2.0 โดยเชื่อมต่อผ่านทางพอร์ตของ IOGear Hi-Speed USB 2.0 PCI Card การเชื่อมต่ออย่าง USB 1.1 นั้นไม่ได้สร้างให้เกิดคอขวดที่การสแกนความละเอียดต่ำระดับ 150 จุดต่อนิ้ว แต่สำหรับการทำงานที่ 600 จุดต่อนิ้ว นั้น USB 1.1 ก็ใช้เวลามากกว่า USB 2.0 ถึงประมาณ 3 เท่าครึ่งเลยทีเดียว ดังนั้นเรื่องการเชื่อมต่อจึงอาจจะเป็นปัจจัยที่ต้องมาคิด หากว่าคุณต้องการทำงานที่ความละเอียดสูง

วิธีที่ดีที่สุดในการเชื่อมต่อไดรฟ์ CD-RW และ DVD
อินเทอร์เฟซทั้งสองอย่างนั้นถึงจะสามารถเขียนและเล่น CD กับ DVD ได้ดีก็ตาม แต่ในการเล่นไฟล์วิดีโอนั้น FireWire ก็ทำได้ดีกว่า USB 2.0 มากทีเดียว และแม้ว่า USB 2.0 จะไม่เคยได้มีโอกาสวิ่งขึ้นไปแตะเพดานความเร็วของตนเองที่ระดับ 480 Mbps เลยก็ตาม แต่ความเร็วที่ทำได้ก็เร็วกว่าความเร็วเฉลี่ยในการเขียนและอ่านข้อมูลจากแผ่น CD โดยใช้ FireWire จากการทดสอบแสดงให้เห็นว่า USB 2.0 นั้นสามารถเร่งความเร็วให้ต่างจาก USB 1.1 ได้เพียงแค่ 3 เท่าแค่นั้น และด้วยราคาของผลิตภัณฑ์ที่ใช้ USB 2.0 มีราคาถูกกว่ามาก ดังนั้นการเลือกซื้อจึงอาจจะมองข้ามไดรฟ์แบบ FireWire ไปได้ง่ายๆ

ปัญหาคอขวด
ปัญหาเรื่องนี้ก็มีเช่นเดียวกับฮาร์ดดิสก์ ที่จริงๆ แล้วมีหลายๆ ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของไดรฟ์ออปติคอล นอกเหนือจากอินเทอร์เฟซที่ใช้เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งปัจจัยสำคัญที่สุดก็คือ ความเร็วในการอ่าน เขียน และเขียนซ้ำ นอกจากนี้แล้วเทคนิคในการเขียนข้อมูลก็สำคัญเช่นกัน การเขียนข้อมูลแบบ Constant Linear Velocities(CLV) จะเปลี่ยนความเร็วรอบในการหมุนเพื่อทำให้อัตราการถ่ายเทข้อมูลมีค่าคงที่ตลอดเวลา ส่วนแบบ Constant Angular Velocity (CAV) นั้นจะคงความเร็วรอบของดิสก์เอาไว้ แล้วปรับความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลตามตำแหน่งของหัวอ่านที่เคลื่อนออกไปเพื่อให้เหมาะสมกับข้อมูลที่อ่านได้

สำหรับในส่วนของแผ่นซีดีเพลง การอ่านข้อมูลจะต้องใช้ความเร็วคงที่ตลอดเวลา นั่นหมายความว่าตัวไดรฟ์จะทำงานช้าลง เมื่อหัวอ่านเริ่มเคลื่อนออกสู่ด้านนอกของแผ่น วิธีนี้ผิวของแผ่นดิสก์จะต้องเคลื่อนผ่านหัวอ่านแบบ Constant Linear Velocity ไดรฟ์โดยมากจะหมุนด้วยความเร็วรอบคงที่ และอ่านข้อมูลจากแผ่นด้านในได้ช้ากว่าด้านนอก ดังนั้นไดรฟ์ส่วนใหญ่จึงสลับจากเทคโนโลยี CAV มาใช้แบบ CLV เพื่อปรับประสิทธิภาพการทำงาน

นอกจากความเร็วที่เขียนเอาไว้บนตัวไดรฟ์จะเป็นส่วนสำคัญในการทำงานแล้ว ซอฟต์แวร์สำหรับเขียนซีดีก็ส่งผลต่อการทำงานเช่นเดียวกัน เพราะว่าซอฟต์แวร์แต่ละตัวก็ให้ผลที่ต่างกัน อย่างเวลาในการเขียน lead-in และ lead-out ระดับแต่ละเซ็กเมนต์ของไฟล์วิดีโอในซอฟต์แวร์แต่ละตัวก็อาจจะต่างกันด้วย
ผลการทดสอบ
ในการทดสอบประสิทธิภาพของไดรฟ์ CD นั้น เราได้บันทึกข้อมูล 2 ประเภทลงไปคือ อย่างแรกข้อมูลขนาด 170 MB ที่มีโครงสร้างไดเรกทอรีที่ซับซ้อน (เช่นเดียวกับโฟลเดอร์ของระบบที่เรามักจะใช้แบ็กอัพ) และไฟล์ที่มีความต่อเนื่องกัน 170 MB (ไฟล์เอกสารใหญ่ๆ อย่างพรีเซนเทชันจากเพาเวอร์พอยนต์) ไดรฟ์ TDK แสดงให