ซีร็อกซ์พัฒนากระดาษแห่งอนาคต สำหรับงานถ่ายเอกสาร

 

ศูนย์วิจัยซีร็อกซ์ในแคนาดา เผยโครงการพัฒนาต้นแบบระบบงานกระดาษที่สามารถลบข้อมูลได้เอง โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการใช้งานกระดาษในสำนักงาน และนำกระดาษที่ใช้ในงานถ่ายเอกสารนำกลับใช้ได้อย่างคุ้มค่าและไม่จำกัดจำนวนครั้ง
บรินดา ดาลาล หนึ่งในทีมงานผู้วิจัยเผยว่า ในการทำการศึกษาพฤติกรรมการใช้กระดาษในการถ่ายเอกสารและงานพิมพ์ในสำนักงานเฉลี่ย 1,200 แผ่นต่อเดือน ซึ่ง 44.5% ของกระดาษใช้เพื่องานประจำวัน เช่น บันทึกข้อความ ร่างเอกสาร หรืออี-เมล์ และเมื่อสำรวจกระดาษที่ถูกใช้ไปเสียเปล่า 21% ของกระดาษที่ถ่ายเอกสารแบบขาว-ดำ จะถูกทิ้งลงถังสำหรับรีไซเคิลในวันเดียวกันนั้น

การวิจัยในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาทางเทคโนโลยีระยะเวลา 3 ปี ที่ต้องการออกแบบและเสริมสมรรถนะให้กับผลิตภัณฑ์เครื่องถ่ายเอกสารในสำนักงานให้สามารถผลิตเอกสารชั่วคราวที่สามารถถูกลบข้อมูลได้โดยง่าย ซึ่งปัจจุบัน ทีมวิจัยได้พัฒนาระบบต้นแบบที่จะผลิตงานเอกสารลงบนกระดาษเคลือบด้วยสีเหลืองอ่อนที่พัฒนาขึ้นมาเฉพาะ โดยมีคุณสมบัติพิเศษที่ข้อความสามารถหายไปได้เองทำให้นำกลับมาใช้ใหม่ได้

เนื่องจากการพัฒนาเทคโนโลยีของสารประกอบที่สามารถเปลี่ยนสีได้เมื่อดูดซึมความยาวคลื่นของแสงหนึ่งๆ เข้าไป แต่ในที่สุดสามารถเปลี่ยนกลับไปสู่รูปเดิมได้ ซึ่งสารประกอบดังกล่าวที่พัฒนาในปัจจุบันสามารถอยู่ได้นานก่อนที่เปลี่ยนสภาพเป็นดังเดิมใช้เวลาราว 16-24 ช.ม. หรือสามารถถูกลบออกไปได้ทันทีเมื่อถูกความร้อน ซึ่งหมายความว่า หากกระดาษที่เพิ่งใช้พิมพ์ไปแล้วไม่ใช้ก็สามารถนำกลับมาไว้ในถาดเครื่องถ่ายเอกสารเพื่อพิมพ์งานครั้งต่อไปได้ทันที โดยกระดาษแต่ละแผ่นสามารถนำมาใช้พิมพ์ซ้ำได้ประมาณ 50 ครั้ง ตลอดอายุการใช้งานของกระดาษดังกล่าว

นายอีริค เจ. ชเรเดอร์ นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ผู้บริหารด้านระบบการพิมพ์ของศูนย์วิจัยระบบฮาร์ดแวร์ของศูนย์การวิจัยซีร็อกซ์ (พีเออาร์ซี) กล่าวว่า จนถึงขณะนี้ โครงการดังกล่าวยังเป็นเพียงขั้นเริ่มต้นของการทดสอบในห้องวิจัย ซึ่งนักวิจัยกำลังพยายามค้นคิดปรับกระบวนการให้ดีขึ้น ทั้งการเพิ่มความคมชัดของงาน และขยายอายุการใช้งานของกระดาษเมื่อเข้าสู่กระบวนการพิมพ์

การพัฒนาของซีร็อกซ์นั้น ยังไม่ได้มีการพิจารณาว่าจะนำเทคโนโลยีไปใช้เพื่อการพาณิชย์เมื่อใด หากแต่นายชเรเดอร์ ระบุเพียงว่า ซีร็อกซ์นั้นมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาระบบของกระดาษเคลือบที่มีต้นทุนเพียง 2-3 เท่าของกระดาษถ่ายเอกสารปกติ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนรวมของระบบดังกล่าวน้อยกว่าการใช้กระดาษแบบเดิมเมื่อเปรียบเทียบในด้านการนำกลับมาใช้ใหม่เรื่อยๆ
 

โดย กองบรรณาธิการ ARiP